Saturday, 7 August 2010


กลยุทธ์การเชื่อมโยงอย่างอิสระ

      นอกจากกลยุทธ์ที่เคยนำเสนอไปแล้ว ผู้เขียนขอเพิ่มอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่(ผู้เขียนคิดว่า)สำคัญฝากไว้ด้วย ก็คือ กลยุทธ์การเชื่อมโยง การเชื่อมโยงเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้อยู่แล้วแต่ขึ้นกับว่าใครจะเชื่อมโยงอะไรกับอะไรออกมา แต่ก่อนหน้าที่ผู้เขียนจะยกตัวอย่างการเชื่อมโยงต่างๆ ผู้เขียนขอเสนอคำว่า แพร่งความคิด หลายคนอาจงงว่ามันคืออะไร ?? มันก็คือ สถานที่ซึ่งศาสตร์ วัฒนธรรม สาขาวิชาต่างๆมาบรรจบกัน ทำให้เกิดความคิดแปลกใหม่มากมาย มหาศาลซึ่งนำไปสู่นวัตกรรมแบบใหม่

    ซึ่ง Idea ของคนเราสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

    1. Directional Idea -> ความคิดเฉพาะทาง -> เป็นความคิดที่ผลักดันไปในทิศทางหนึ่งที่แน่ชัดก่อให้เกิดนวัตกรรมเฉพาะทาง

    2. Intersectional Idea -> ความคิดผสมผสาน -> เกิดจากการนำแนวคิดหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกันมารวมกันมารวมกันให้เกิดความคิดใหม่ที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่

การเชื่อมโยงอย่างอืสระนั้นไม่จำเป็นต้องนำแนวคิดที่คล้ายกันหรือสิ่งที่เหมือนๆกัน แต่เป็นการนำสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันนำมารวมด้วยกัน เช่น


      จะเห็นได้ว่าเราสามารถนำความรู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยมาผสมผสานให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาได้ แต่เป็นการยากที่จะรู้ได้ว่าสิ่งที่เราคิดนั้นสามารถทำได้ อย่างที่ผู้เขียนได้เคยเขียนไว้แล้วในอาทิตย์ก่อนๆว่า คนเราต้องไม่ยึดติดกับสิ่งที่เป็นอยู่ และไม่ควรจะหยุดคิด ควรจะคิดหรือนำสิ่งที่ได้ไปต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์ตนเองและคนอื่นๆด้วย

กลยุทธ์การคิดนอกกรอบ

           ต่อจากคราวที่แล้วที่พูดถึง กลยุทธ์การตั้งคำถาม แต่ว่าครั้งนี้จะขอพูดถึงกลยุทธ์ใหม่นั่นก็คือ "การคิดนอกกรอบ" หลายคนคงรู้มาแล้วว่าการคิดนอกกรอบคืออะไร ดังนั้นผู้เขียนจึงไม่ขอกล่าวอะไรมาก เดี๋ยวนี้เริ่มมีคนลองคิดทำสิ่งที่แหวกแนวออกไป เช่น keyboard หลายคนคงไม่รู้ว่า keyboard ปัจจุบันทำให้ความเร็วในการพิมพ์ของเราลดลง จะเห็นได้ว่าแป้นพิมพ์นั้น ตัวอักษรต่างๆเรียงกันอย่างไม่เป็นระเบียบเท่าไร เนื่องมาจากว่าสมัยก่อน เครื่องพิมพ์ดีดเวลาพิมพ์มันจะเกิดการซ้อนทับกันหรือติดขัดของหัวแป้นพิมพ์ จึงได้มีการพัฒนาในรูปของ keyboard ในปัจจุบัน ลักษณะการจัดวางตัวอักษรในkeyboard ปัจจุบันเรียกว่า QWERTY  และนอกจากนี้ยังมีการพัฒนา keyboard ให้อยุ่ในรูปแบบอื่นๆด้วย เช่น DVORAK  เป็นแป้นพิมพ์ที่จะช่วยให้เราสามารถพิมพ์ได้เร็วขึ้น แต่คนไม่นิยมเพราะคนส่วนใหญ่ถนัดใช้แป้นพิมพ์ QWERTY ไปแล้ว



         นอกจากนี้ยังมีการย้อนกลับสมมติฐาน นั่นก็คือ การที่เราตั้งอะไรไว้แล้วลองคิดว่าถ้าไม่มีแบบนั้นหละ?? จะเป็นยังไง … เช่น




      
        ผู้เขียนจะจบด้วยการให้ผู้อ่านทุกท่านลองมาคิดกันเล่นๆดู โจทย์  ก็คือ มีจุดอยู่เก้าจุด ให้ใช้ปากกาหรืออะไรก็ได้ ขีดเส้นตรงที่ต่อเนื่องกันไม่เกินสี่เส้น โดยห้ามยกปากกา และให้ผ่านครบทั้งเก้าจุด ถ้ามีใครรู้อยู่แล้วลองคิดหาวิธีอื่นดู มีมากกว่าหนึ่งวิธี
 


 


Monday, 26 July 2010


กลยุทธ์การตั้งคำถาม

     หลังจากที่ไม่ได้เรียนวิชา Innovative Thinking มานาน วันนี้ผู้เขียนเลยมาบอกเกี่ยวกับการเรียนวิชา Innovative Thinking ในครั้งนี้กัน

วันนี้ผู้เขียนได้เรียนเกี่ยวกับกลยุทธ์การตั้งคำถาม การตั้งคำถามนั้นมีส่วนช่วยให้เราเข้าใจในสิ่งต่างๆมากยิ่งขึ้น สามารถที่จะวิเคราะห์ปัญหาต่างๆให้เข้าใจถึงสิธีการแก้ไข ซึ่งผู้เขียนจะขอเสนอ 3 เทคนิคได้แก่

    1. แผนผัง Why-Why เป็นการกำหนดว่าเรามีปัญหาอะไรบ้างแล้วก็แตกออกไปเป็นสาเหตุต่างๆซึ่งแต่ละสาเหตุก็สามารถที่จะแตกต่อไปได้ เช่น
 


2. การถามคำถามที่ตรงกันข้าม เช่น เราจะเรียนให้ดีขึ้นโดยวิธีใดได้บ้าง? บางคนก็จะคิดได้น้อยว่าทำยังไงหว่า? แต่ถ้าเรามองกลับเป็น เราจะเรียนให้แย่ลงโดยวิธีใดได้บ้าง? จะมีวิธีเยอะไปหมดไม่ว่าจะเป็น
- ไม่ตั้งใจเรียน
- หลับในห้อง
- ไม่อ่านหนังสือ
- ก่อนสอบไปดูหนัง ฟังเพลง…. ลันล้า
- ติดเกม มัวแต่เล่น dotA
- ติด BB chat ทั้งวัน ติด facebook
-………………….
หลังจากที่ได้คำตอบเป็นล้านอย่างแล้ว (เวอร์สุดๆ) ก็จะสามารถหาคำตอบได้เช่น หลับในห้อง ก็แก้โดย ไม่หลับในห้อง ติดเกม ก็แก้โดย ลดการเล่นเกมลง (บลาๆๆ)

3. ให้ตั้งคำถามว่า "What if…" อะไรจะเกิดขึ้นถ้า …. การตั้งคำถามนี้เราจะเห็นได้ในหนังหรือการ์ตูนทั่วๆไป เช่น
หนังเรื่อง The Core เป็นการตั้งคำถามว่า อะไรจะเกิดขึ้น….ถ้าแกนโลกหยุดหมุน ในหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ถ้าแกนโลกหยุดหมุนสัตว์ต่างๆที่อาศัยคลื่นแม่เหล็กโลกเช่น พวกนก ก็จะหลงทิศทาง หรือแม้แต่คนที่ต้องอาศัยเครื่องกระตุ้นหัวใจก็จะมีผลทำให้หัวใจล้มเหลวในทันที นอกจากนี้ก็ยังมีหนังอีกมากมายที่อาศัยหลักการนี้ไม่ว่าจะเป็น 2012 วันสิ้นโลก ที่สมมติว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้า โลกมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ The Time machine ที่สมมติว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าคนเราสามารถที่จะย้อนไปในอดีตหรือไปในอนาคตได้


 

     อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าบางทีการตั้งคำถามก็ทำให้เราคิดอะไรใหม่ๆได้มากขึ้นและการคิดแบบนี้ก็เป็นการคิดอีกมุมมองหนึ่งที่ผู้เขียนยังไม่เคยคิด และผู้เขียนหวังว่าการคิดแบบนี้จะทำให้ผู้อ่านมีความคิดที่แตกต่างจากเดิมนะคับ คราวหน้าผู้เขียนจะมาพูดถึง การคิดนอกกรอบกัน ^ ^

Thursday, 15 July 2010


การทบทวน

    คนเราไม่ว่าจะอายุเท่าใด เพศใด ล้วนแล้วแต่ต้องทบทวนทั้งสิ้น เพราะว่าการทบทวนจะเป็นส่วนช่วยให้เราจำได้ดียิ่งขึ้น ถ้ายิ่งทบทวนมากโอกาสที่จะไม่ลืมก็มีสูงมากด้วย คงกล่าวไม่ได้ว่าไม่มีใครที่ไม่เคยทบทวน ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษาก็ต้องทบทวนบทเรียนเพื่อจะสอบ คนที่เริ่มทำงานก็ต้องทบทวนในสิ่งที่เคยเรียนมาแล้วเพื่อให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งคนสูงอายุก็นิยมที่จะเล่นไพ่ หรืออะไรก็แล้วแต่… เพื่อเป็นการทบทวนความจำไม่ให้ลืม

    เนื่องจากช่วงนี้ผู้เขียนกำลังจะสอบ ก็เลยต้องทบทวนจึงขอแนะนำการทบทวนที่(ผู้เขียนคิดว่า)ถูกต้องเล็กน้อย
  1. เมื่อเรียนเสร็จแล้วก็จะไปวิ่งเล่น เฮฮา ลั๊นล้า
  2. อ่านหนังสือไรก็ได้ที่คิดว่าตัวเองอ่านได้มาก ไม่ว่าจะเป็น การ์ตูน นิยาย …..
  3. เวลาในการทบทวน คือเวลาที่เราว่างไม่ว่าตอนไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น อ่านตั้งแต่กลางดึก จนถึงเช้ามืด หรือว่าจะเป็น อ่านในขณะที่เดินทางไปเรียนหรือที่ทำงาน
  4. ไม่ทำตามข้อที่กล่าวมาทั้งหมด(แต่ผู้เขียนก็ทำบางข้อนะ)…………เอาหละ! เริ่มจิงจังกันดีกว่า
  5. หลังจากที่เรียนเสร็จในแต่ละวันก็ควรจะอ่านทบทวนว่าวันนี้เรียนอะไรไปบ้าง
  6. อ่านล่วงหน้าที่อาจารย์จะสอน เมื่อไม่เข้าใจตรงไหนก็สามารถที่จะถามอาจารย์ในเวลาเรียนได้
  7. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่หักโหมเกินไปเพราะจะทำให้เกิด รอยเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย ตับผิดปกติ ขี้ไม่ออก ไม่สูง สิวขึ้น อ้วน และเป็น หมีแพนด้าได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น แต่จะพูดความเหนื่อยล้าได้ในวันถัดๆไป
  8. ออกกำลังกายด้วย เนื่องจากว่าการออกกำลังกายเป็นการใช้สมอง 80% ที่เหลือ ซึ่งโดยปกติเราใช้แค่ 20% ในการจดจำสิ่งต่างๆ
  9. ทำแบบฝึกหัดเยอะๆ เพราะจะช่วยให้คุ้นหรือชินกับการทำข้อสอบ
  10. ดูข้อสอบเก่าด้วย เพราะว่าอาจารย์อาจจะออกซ้ำกับปีที่ผ่านๆมาก็ได้
ถึงตรงนี้ผู้อ่านหลายๆคนคงนึกว่าไม่เห็นต้องทำอย่างนี้คะแนนก็ออกมาดีจะทำไปทำไม แต่ผู้เขียนก็อยากให้รู้ว่าสำหรับบางคนก็ต้องใช้เวลาในการอ่านเพื่อทำความเข้าใจในบทเรียนต่างๆและสำหรับคนนั้นแม้กระทั่งผู้เขียนเองก็อยาหให้รู้ว่าการทบทวนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ควรจะทบทวนในเวลาที่เหมาะสม อย่าหักโหมจนเกินไป โดยเฉพาะช่วงสอบผู้เขียนไม่แนะนำให้อ่านโต้รุ่งแล้วค่อยไปสอบนอกจากจะจำอะไรไม่ค่อยได้แล้วเพราะสมองถูกใช้งานอย่างหนัก ยังมีโอกาสหลับในห้องสอบสูงมาก ถึงแม้ว่าเราจะอ่านมาอย่างดีจำได้หมดแต่ถ้าหลับในห้องสอบก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย อีกทางที่ผู้เขียนจะแนะนำก็คือ อ่านกันเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะ เพราะว่าแต่ละคนก็มีความคิดที่ไม่เหมือนกัน การอ่านด้วยกันจะเป็นการที่ทำให้ได้มองในมุมต่างๆ หรือแม้กระทั่งใช้วิธีที่ผู้เขียนใช้ นั่นก็คือหาคนรับผิดชอบแต่ละวิชา ซึ่งเมื่อใกล้สอบก็จะมาอธิบายให้เพื่อนๆฟัง หรือว่าจะให้เพื่อนคนนั้นเป็นครูประจำชั้นไปเลยนั่นก็คือให้รับผิดชอบหมดทุกวิชาเลย ซึ่งก็คงจะไม่มีคนยอมเป็นเลยนอกจากจะเก่งระดับเทพพพพพพสุดๆ ไม่ว่าจะทำแบบไหนเราก็คงต้องทบทวนอีกอยู่ดีเพื่อให้รู้มากขึ้น เข้าใจมากขึ้น และเมื่อเราเข้าใจแล้วก็จะมีโอกาสในการทำข้อสอบให้ได้คะแนนดีๆ  
ปล. ข้อที่ผู้เขียนเขียนมาทั้งหมดไม่ใช่ว่าผู้เขียนทำตามทั้งหมดนะ(ก็พยายามอยู่เหมือนกัน…แต่ทำไม่ได้ซักที) แต่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนคิดว่าทำแล้วจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจำมากขึ้น

Tuesday, 13 July 2010


Paul Octopus

    เนื่องจากว่าช่วงนี้กระแสของหมึกพอลเป็นที่โด่งดังมาก ผู้เขียนจึงไปหาประวัติและการทำนายผลของหมึกพอลที่แล้วๆมาให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบ

    หมึกพอลเป็นหมึกยักษ์อายุ 2 ปี เกิดที่ประเทศอังกฤษ ต่อมันได้ย้ายมาอยู่ที่ประเทศเยอรมัน โดยที่ก่อนการแข่งขันฟุตบอลของทีมชาติเยอรมนีกับคู่แข่ง ทางพิพิธภัณฑ์จะให้หมึกพอลเลือกกินหอยแมลงภู่ที่อยู่ในกล่อง โดยที่กล่องนึงเป็นกล่องที่ติดสัญลักษณ์ธงชาติเยอรมนี และอีกกล่องติดสัญลักษณ์ธงชาติของคู่แข่งของเยอรมนี ซึ่งถ้าหมึกพอลกินหอยแมลงภู่ในกล่องที่มีสัญลักษณ์ใดอยู่ จะเป็นการทำนายว่าทีมชาตินั้นจะชนะ

    ตามสถิติการทำนายของหมึกพอลในฟุตบอลยูโร 2008 หมึกพอลทำนายถูกต้องมากกว่าร้อยละ 80 แต่ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 หมึกพอลทำนายการแข่งขันของทีมชาติเยอรมนี ถูกต้องทั้งหมด ( 7 ครั้ง ) โดยที่ทายว่าเยอรมนีจะแพ้ให้กับเซอร์เบียในรอบแบ่งกลุ่ม และยังทายอีกว่าเยอรมนีจะแพ้ให้กับสเปนในรอบรองชนะเลิศ

    ผู้คนเริ่มสนใจในตัวหมึกพอลมากขึ้นตั้งแต่นัดที่ เยอรมนีชนะอังกฤษ จนกระทั่งในการทำนายผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ครั้งสุดท้าย ที่ทำนายว่าทีมชาติสเปนจะชนะทีมชาติทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ทำให้หลายประเทศต่างนำสัตว์ต่างๆมาทำนายบ้างไม้เว้นแม้กระทั่งประเทศไทย ที่นำหลินปิงมาทำนายด้วย

    ผู้เขียนขอปิดท้ายด้วยความจริงหลายประการที่เกี่ยวกับหมึกพอล
 

  1. หมึกพอลกลายเป็นคนดัง(celeb)ในชั่วข้ามคืนที่มีการทำนายผลฟุตบอลโลก
  2. หมึกพอลเป็นที่ต้องการของใครหลายๆคนไม่ว่าจะเป็น นักพนันหรือแม้กระทั่ง นักชิมอาหาร
  3. หมึกพอลสามารถทำเงินให้มากมายถ้าเชื่อในตัวหมึกพอลอย่างไม่มีข้อสงสัย
  4. หมึกพอลไม่กลัวคำขู่ใดๆ เพราะมันก็เอาแต่กินแล้วก็ว่ายน้ำไปมาอย่างร่าเริง
  5. หมีกพอลได้ถูกบันทึกว่าทายแม่นที่สุด เหมือนว่ามันจะพัฒนาฝีมือจากการทำนายฟุตบอลยูโร 2008 มาแล้ว
  6. ……………………………………………………………………………………
  7. …………………………………………………………………………………………………….

Thailand Festival of the Mind 2010

    ความจำเป็นเรื่องของแต่ละคน บางคนจำเก่ง บางคนจำได้ช้า บางคนจำ
อะไรไม่ได้เลย การจำนั้นดูเหมือนเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับบางคนเพราะแค่ท่องๆไปเดี๋ยวก็ได้ แต่บางครั้งการท่องๆไป แปปเดียวก็ลืมแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม
ที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสเป็น staff ในงาน Thailand Festival of the Mind 2010 : The Third Thailand Open Memory Championships หรือเรียกทั่วๆไปว่า
การแข่งขันแข่งความจำ งานนี้จัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เขียนได้เป็น staff เนื่องมาจากว่าอาจารย์ธงชัย ที่สอนวิชา Innovative Thinking ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการการแข่งขันครั้งนี้ด้วย และต้องการนักเรียนที่จะไปช่วยเป็น staff ด้วย


    งานนี้จะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ระดับ คือ การแข่งขันระดับผู้ใหญ่ และการแข่งขันระดับเด็ก ซึ่งรอบแรกคือรอบเช้า เป็นการแข่งขันในระดับผู้ใหญ่ การแข่งระดับนี้มีโจทย์อยู่ทั้งหมด 4 ข้อ โดยข้อแรกให้แข่งกันจำไพ่ที่สุ่มว่าเรียงลำดับแบบใดเป็นเวลา 10 นาที โดยที่ผู้เขียนและ staff คนอื่นๆเป็นคนสลับไพ่ก่อนที่จะนำมาให้กับผู้แข่งขัน ข้อที่ 2-4 ผู้เขียนจำไม่ได้แล้วว่าแข่งอะไรเพราะผู้เขียนเป็นกรรมการคุมสอบข้อแรกข้อเดียว

  
  เมื่อมาถึงช่วงบ่ายเป็นการแข่งขันระดับเด็ก ซึ่งมีนักเรียนจากหลายโรงเรียนเข้ามาแข่งกันมากมาย มีประมาณ 100 กว่าคน ซึ่งจุดนี้เองที่ต้องมีกรรมการมาช่วยตรวจข้อสอบ ซึ่งผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในกรรมการนั้นด้วย การสอบระดับเด็กนี้มีข้อสอบทั้งหมดประมาณ 6 ข้อ โดยเท่าที่ผู้เขียนจำได้จะมีการแข่งขันให้จำหน้าและชื่อของคน เมื่อหมดเวลาจำแล้วก็จะให้เขียนชื่อให้ตรงกับหน้านั้น เด็กบางคนจำไม่ได้ก็เขียนชื่อมั่วมาเลย บางชื่อก็ทำให้กรรมการหลายคนหัวเราะได้เลยทีเดียว บางข้อก็เป็นให้จำตัวเลขซึ่งก็ยังมีเด็กบางคนมั่วอีกเช่นเคย การแข่งบางข้อนั้นมีหักคะแนนด้วย ถ้ามั่วมาเยอะก็คงโดนหักเยอะเลย

    หลังจากการแข่งขันจบก็มีการประกาศว่าใครชนะเลิศ ในระดับต่างๆซึ่งตอนที่ประกาศผู้เขียนไม่อยู่แล้ว เพราะตอนนั้นก็เริ่มเย็นมากแล้ว ผู้เขียนจึงขอตัวกลับก่อนเนื่องจากมีงานที่ต้องทำอีก

    งานนี้เป็นงานที่ทำให้ผมได้รู้ว่าเด็กๆก็จำเก่งไม้แพ้ผู้ใหญ่เลย บางคนถึงหลายคนจำได้มากกว่าผู้เขียนซะอีก ถ้าผู้เขียนมีโอกาสได้ไปทำงานแบบนี้อีกผู้เขียนก็จะนำมาเล่าให้ผู้อ่านทุกคนทราบนะครับ

Monday, 12 July 2010

 Dead Poets Society

      และแล้วก็ถึงวันที่ผู้เขียนต้องกลับมาเขียน blog อีกครั้ง หวังว่าผู้อ่านคงยังไม่เบื่อก่อนนะ…… แต่ถึงจะเบื่อยังไงผู้เขียนคนนี้ก็จะยังคงเขียนไปเรื่อยๆอยู่ดีแหละ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า คือว่าเมื่อวันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมาอาจารย์ให้ดูหนังเรื่องนึงชื่อว่า Death Poets Society หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า ครูครับ...เราจะสู้เพื่อฝัน (ผู้เขียนรู้สึกว่าภาษาอังกฤษดูดีกว่าแต่ก็ช่างมันเถอะ) เนื่องจากว่าอาจารย์ต้องไปแสดงการเล่น juggling ที่ลาน central world juggling เป็นการแสดงที่จะมีลูกบอลสามลูก โดยที่คนโยนต้องผลัดกันโยนลูกขึ้นไปแล้วรับให้ได้ ซึ่งผู้เขียนคิดว่ามันน่าสนุกมากอยากเล่นให้เป็นซักครั้ง

      ผู้เขียนจะขอเกริ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้นิดหน่อย…….ไม่นิดละกันเพราะคงเยอะอยู่ เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านหรือบางท่านที่ยังไม่เคยดูเรื่องนี้ ได้ดูเพราะผู้เขียนคิดว่าเรื่องนี้ได้ข้อคิดอะไรเยอะเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากในการที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย (ในความคิดของผมคล้ายๆกับโรงเรียนเตรียมอุดมนะ) โดยที่มีครูสอนคนใหม่ชื่อว่า ครูคีตติ้ง(Keating) เป็นครูที่สอนไม่เหมือนกับครูคนอื่นๆโดยที่ครูคีตติ้งไม่ได้ให้นักเรียนท่องแต่ตำรา แต่เป็นการฝึกให้นักเรียนมีความคิดเป็นของตัวเอง มีความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นนักเรียนจึงชอบครูคีตติ้งมาก คำๆนึงที่ผู้เขียนชอบมากคือ “Carpe diem” คา–เพ–เดียม เป็นวลีจากบทกวีในภาษาลาติน แปลว่า Seize the day หรือ จงฉกฉวยวันเวลาเอาไว้ ซึ่งหมายถึงให้ ฉกฉวยช่วงเวลาที่ดีๆของชีวิตเอาไว้
      ต่อมานักเรียนกลุ่มหนึ่งที่เรียนกับครูคีตติ้งได้ก่อตั้งชมรมที่ชื่อว่า กวีไร้ชีพ(Death Poets Society) ขึ้น หนึ่งในนั้นมีนักเรียนคนหนึ่งชื่อ Neil Perry เขาฝันว่าอยากเป็นนักแสดงแต่พ่อแม่ของเขาไม่ยอมและพยายามบังคับให้ลูกตั้งใจเรียน สุดท้ายแล้ว Neil Perry จึงฆ่าตัวตาย นั่นทำให้เหล่าคณาจารย์สงสัยและสืบค้นเกี่ยวกับ ชทรมกวีไร้ชีพ และได้ข้อสรุปว่าที่ Neil Perry ตายเพราะครูคีตติ้ง นั่นทำให้ครูคีตติ้งต้องถูกให้ออกจากโรงเรียนนี้
ตอนจบของเรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนร้องไห้เลย ผู้เขียนคิดว่าเป็นหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าดูอีกเรื่องนึงนอกจากหนังเรื่องนี้จะทำให้เรามีความคิดที่แตกต่างจากมุมเดิมๆแล้ว ผู้แต่งเรื่องนี้แต่งได้ดีมาก บางคนอาจจะคิดว่าทำไมต้องจบแบบนี้แต่ผู้เขียนคิดว่า ผู้แต่งคงอยากให้เราได้คิดในสิ่งที่เราไม่เคยได้คิดหรือให้มองในมุมที่แตกต่างจากมุมเดิมก็ได้
ยังไงผู้เขียนก็ขอฝากเรื่องนี้เอาไว้ให้กับใครที่ยังไม่เคยดูก็แล้วกัน แล้วถ้ามีหนังเรื่องอะไรที่น่าดูอีกผู้เขียนก็จะเอามาลงแบบนี้อีกนะครับ